พื้นถนนสีแดง ช่วยป้องกันการลื่นไถลจริงมั๊ย?

คิดว่าหลายๆท่ายอาจจะเคยเห็นและขับรถผ่านเจ้า พื้นถนน ที่ฉาบด้วยสีแดง ตามทางโค้งทั้งพื้นราบและบนสะพานนะครับ ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าที่เขาฉาบสีแดงที่ พื้นถนน เค้าทำไว้เพื่ออะไร และสามารถป้องกันการลื่นไถลของรถได้จริงๆมั๊ย

พื้นถนนที่ฉาบด้วยสีแดง หรือเรียกอีกอย่างว่า Anti-Skid Road ที่เราเห็นกันนั้น แท้จริงแล้วมันเป็นสารกันลื่นไถล หรือเป็นสีโพลีเมอร์แรงเสียดทานสูง ที่มันจะสามารถช่วยลดการลื่นไถลระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน เช่นขณะที่เราเบรค ขณะที่พื้นถนนเปียก หรือในขณะที่เลี้ยวบนทางโค้ง และมันยังทำให้ ยางรถยนต์ สามารถเกาะถนนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ส่วนเจ้าสารกันลื่นไถลบนพื้นถนน ทำมาจากหินแร่อลูมิเนียม หรือ Bauxite ที่ให้ความร้อนสูง และทำการป่นจนเป็นผงละเอียด ซึ่งคุณสมบัติของ Bauxite คือ ให้ความแข็งแกร่ง ทนทาน คงสภาพได้นาน และทนต่อการสึกหรอจากการกดทับของหน้ายางรถยนต์อยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นพื้นถนนสีแดงนี้ก่อนถึงทางร่วม ทางแยก ทางโค้ง

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากยางรถยนต์ของคุณมีความเสื่อมสภาพแล้ว อุบัติเหตุก็สามารถเกิดขึ้นกับคุณได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าคุณจะขับอยู่บนถนนพิ้นสีแดงก็ตาม ควรหมั่นตรวจเช็คสภาพของยางรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยต่อตัวคุณเองและเพื่อนร่วมทางนะครับ

………………………………………….

 

วิธีพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์

หลายๆท่านอาจเคยเจอกับปัญหากับเครื่องยนต์ดับและรถสตาร์ทไม่ติด เพราะเนื่องมาจาก แบตเตอรี่รถยนต์ หมดนั่นเองนะครับ ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดจากการลืมปิดไฟ ในรถแล้วเปิดทิ้งไว้ทั้งคืนทั้งวัน หรืออาจะเกิดจากสาเหตุ แบตเตอรี่รถยนต์ หมดอายุการใช้งาน หรือเสื่อมสภาพนั่นเอง  แล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้  วันนี้เรามีวิธีการ พ่วงแบตเตอรี่ รถยนต์ หรือที่เราเรียกกันว่า จั๊มแบตเตอรี่ ที่ถูกต้องและปลอดภัย ซึ่งทำได้ ไม่ยาก คุณผู้หญิงก็สามารถทำได้และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อรถและตัวคุณครับ

  1. ปิดสวิตซ์และอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในรถ เพราะอาจเกิดประกายไฟ ส่งผลให้เกิดการระเบิดได้
  2. นำรถอีกคันที่มีแบตเตอรี่เต็ม (คนที่มาช่วยเหลือพ่วงแบตเตอรี่) มาจอดใกล้ๆ เพื่อต่อสาย พ่วงแบตเตอรี่ หลังจากนั้นดับเครื่องยนต์และปิดสวิตซ์และอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในรถ
  3. นำสาย พ่วงแบตเตอรี่ ขั้วบวก (สีแดง) ต่อกับแบตเตอรี่ขั้วบวกของรถอีกคันที่มาช่วยเหลือ (ควรจะต่อสายพ่วงกับคันที่แบตเตอรี่หมดก่อนแล้วค่อยมาต่อกับรถที่มาช่วย พ่วงแบตเตอรี่)
  4. นำสาย พ่วงแบตเตอรี่ ขั้วลบ (สีดำ) ต่อกับแบตเตอรี่ขั้วลบของรถอีกคันที่มาช่วย อีกฟากให้หนีบที่โลหะในเครื่องยนต์ เป็นการสร้างระบบกราวนด์ของ แบตเตอรี่รถยนต์ (สำหรับข้อนี้ไม่ควรต่อสายพ่วงเข้ากับแบตเตอรี่ขั้วลบของอีกคันที่แบตเตอรี่หมด เพื่อป้องกัน แบตเตอรี่รถยนต์ ระเบิด)
  5. หลังจากที่ พ่วงแบตเตอรี่ แยกขั้วลบและขั้วบวกแล้ว ต้องเริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่มีแบตเตอรี่เต็ม (คนที่มาช่วยเหลือพ่วงแบตเตอรี่) ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที แล้วเร่งเครื่องยนต์เล็กน้อย เพื่อให้แบตเตอรี่มีการไหลเวียนของประจุไฟฟ้า
  6.  จากนั้นค่อยมาสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่หมด พร้อมเร่งเครื่องในอัตรา 1,500 – 2,000 รอบต่อนาที เพื่อตรวจสอบว่ามีประจุไฟฟ้าเข้าหลังจากการชาร์จไฟแบตเตอรี่หรือไม่7. ถอดสาย พ่วงแบตเตอรี่ (**ต้องถอดสาย พ่วงแบตเตอรี่ ขั้วลบจากคันที่แบตเตอรี่หมดก่อนแล้วค่อยถอดสาย พ่วงแบตเตอรี่ ขั้วลบกับคันที่มาช่วยเหลือ เสร็จแล้วก็ถอดสาย พ่วงแบตเตอรี่ ขั้วบวกของรถที่มาช่วยเหลือแล้วค่อยถอดสาย พ่วงแบตเตอรี่ ขั้วบวกของรถคันที่แบตเตอรี่หมดตามลำดับ)8. หลังจากนั้นก็นำรถสุดที่รักของคุณเข้าศูนย์บริการได้เลย เพื่อตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์และเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ทันที

    วิธีการ พ่วงแบตเตอรี่ หรือ จั๊มแบตเตอรี่ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่รู้จักวิธีการ พ่วงแบตเตอรี่ เพียงเท่านั้นรถของคุณก็กลับมาสตาร์ทติดได้เหมือนเดิม แต่ตอนที่กำลังพ่วง แบตเตอรี่รถยนต์ อยู่ ไม่ควรที่จะสูบบุหรี่ หรือจุดไฟแช็ก ที่ก่อให้เกิดประกายไฟ เพราะในขณะที่ต่อสาย พ่วงแบตเตอรี่ อยู่จะมีแก๊ส ซึ่งจะทำให้เกิดระเบิดได้ และควรระมัดระวังไม่ให้ปลายสาย พ่วงแบตเตอรี่ สัมผัสกัน เพราะจะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้

ยางแบบ RUN FLAT

ยาง Run Flat ชื่อนี้ หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างนะครับ แล้วยางแบบ  Run Flat นี่มันเป็นยังไงละ มันดีกว่ายางประเภทอื่นๆที่เราใช้กันทั่วไปยังไง แล้วราคามันจะแพงมั๊ย

ยาง Run Flat แปลตรงตัวได้เลยว่า ยางที่วิ่งต่อไปได้แม้ว่าจะแบนหรือปราศจากลมยาง ยางประเภทนี้เป็นยางที่มีสรรถนะสูง ซึ่งข้อดีของเจ้ายาง Run Flat ก็คือ มันได้ถูกพัฒนามาเพื่อเน้นเรื่องของความปลอดภัยเป็นหลักเลยก็ว่าได้ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่นถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน ยางเกิดเหยียบของมีคม ตะปู ระหว่างทางที่มีความเปลี่ยวในถนนเปลี่ยวๆโดยเฉพาะในเวลาตอนกลางคืนที่ไม่สมควรจะจอดรถขึ้นมา จนทำให้รถเสียลมยาง เรายังสามารถที่จะขับขี่รถต่อไปได้ โดยที่ไม่เสียการทรงตัว และไม่ทำให้ขอบล้อแม็กเสียหายอีกด้วย ซึ่งสามารถขับไปได้ อีกประมาณไม่ต่ำกว่า 80 กม. หรืออาจจะไปได้ไกลถึง 200 กม. เลยทีเดียว  เพื่อหาที่ปลอดภัยแล้วทำการเปลี่ยนยาง

แต่ข้อกำหนดในการใช้ความเร็วสำหรับการขับขี่ในกรณีที่สูญเสียลมยางนั้น เราต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. เท่านั้น นอกจากนี้แล้วยาง Run Flat ยังเป็นยางที่ช่วยในเรื่องของการประหยัดน้ำมันอีกด้วย อายุการใช้งานของยางก็นานกว่ายางทั่วไป  ซึ่งในปัจจุบันยาง Run Flat จะติดมากับรถหรูๆจากศูนย์เป็นมาตรฐานเลย

แต่ในความที่มีคุณสมบัติพิเศษกว่ายางทั่วๆไป มันก็มีข้อเสียอย่างหนึ่งเหมือนกันก็คือ ยางจะมีความแข็งกระด้างกว่ายางทั่วๆไป เนื่องจากโครงสร้างที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เน้นความแข็งแรงมากเป็นพิเศษ และอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ มีราคาค่อนข้างแพงนั่นเองครับ

……………………………………………………………………………

เปลี่ยนยางแค่ 2 เส้น จะต้องใส่ไว้ด้านหน้าหรือด้านหลัง

ท่านใดที่ต้องเปลี่ยน ยางรถยนต์ ใหม่ ที่ต้องการประหยัดหรืออาจมีงบในการจ่ายค่ายางไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนยางพร้อมกันทั้ง 4 ล้อ ซึ่งการเปลี่ยนยางที่เหมาะสมนั้น ควรที่จะต้องเปลี่ยนอย่างน้อย 2 เส้น หรือทีละคู่ และเมื่อซื้อยางใหม่มาแล้วหลายคนก็ตั้งข้อสงสัยว่ายางรถยนต์ใหม่ที่ซื้อมาเราควรที่จะต้องใส่ไว้ด้านหน้าหรือด้านหลังดี ซึ่งแอดคิดว่าหลายๆคนก็ยังมีความเชื่อที่ว่าเมื่อต้องเปลี่ยนยางแค่ 2 เส้น ต้องนำยางเส้นใหม่นั้นมาใส่ไว้ที่ด้านหน้าเสมอ ด้วยเหตุผลที่ว่าเวลาเบรกจะไม่ลื่นไถลหรือเรื่องของการยึดเกาะถนน จะถูกต้องหรือไม่นั้นเรามีคำตอบให้ครับ

ตามหลักวิทยาศาสตร์และจากการทดสอบแล้ว ยางรถยนต์ใหม่ต้องนำมาใส่ไว้ที่ล้อคู่หลังเสมอครับ เพราะว่าเวลาที่เราเหยียบเบรกนั้น น้ำหนักจะถูกถ่ายเทไปยังด้านหน้า จึงทำให้ล้อคู่หน้ามีแรงกดที่เพิ่มขึ้น และมันก็จะช่วยให้ยางยึดเกาะถนนมากขึ้น เพราะน้ำหนักที่มากขึ้นนั้นเองจึงทำให้ยางเสียดสีและบดไปกับพื้นถนน

ส่วนล้อหลังนั้น แรงที่ถูกถ่ายเทไปยังข้างหน้า ก็จะทำให้ท้ายรถยกตัวขึ้น ล้อหลังก็ยกตัวหรือลอยขึ้นจากพื้นถนน ทำให้การยึดเกาะถนนน้อยลง หากเวลาที่เราเหยียบเบรกแรงๆ ก็จะเกิดอาการหน้าทิ่มท้ายยก จึงทำให้ประสิทธิภาพในการยืดเกาะถนนนั้นลดลงไป

ดังนั้น ล้อหลังจึงจำเป็นที่จะต้องการการยึดเกาะถนนมากกว่า เพราะล้อด้านหลังไม่มีน้ำหนักของเครื่องยนต์มาช่วยกดทับให้หน้ายางสัมผัสกับพื้นผิวถนน เพราะเหตุนี้เองเราจึงควรใส่ยางรถยนต์คู่ใหม่ไว้ที่ล้อคู่หลังจะดีที่สุด ครับ

……………………………………………………………………

 

ไฟเบรคไม่ติด อาจเปลี่ยนชีวิตคุณ

แอดเชื่อเลยว่าทุกท่านคงจะเคยเจอแบบว่า รถคันหน้า เบรค แต่ ไฟเบรค ท้ายดันไม่ติด หรือบางคันก็ติดแค่ข้างเดียว  เราก็ตกใจเบรคกันตัวโก่งกันเลยทีเดียว มันอันตรายมากแค่ไหนหาก ขับรถ ตอนกลางคืนด้วยแล้วละก้อ บอกเลยอันตรายสุดๆ

ไฟเบรค ท้าย เป็นส่วนที่มีความสำคัญอย่างมาก ที่จะให้รถคันข้างหลังได้ทราบว่ารถคันข้างหน้าเบรค เพื่อชะลอรถ หรือหยุดรถ  แต่เมื่อเราเจอรถคันข้างหน้าที่เบรคแล้ว แต่ ไฟเบรค ท้ายกลับไม่ติด หรือบางคันก็ติดแค่ข้างเดียว ทำให้เห็นไม่ชัดเจน อาจจะทำให้ผู้ที่ขับรถตามหลังเกิดคว่มตกใจ และสับสนว่าจะชลอหรือหยุดรถ หรือผู้ที่ตามหลังอาจจะไม่ทันสังเกตว่า รถคันข้างหน้า ไฟเบรค ท้ายติดหรือไม่ ซึ่งปัญหานี้ถ้าไม่รีบแก้ไขก็จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ ถ้าโชคร้ายหน่อยมันอาจถึงขั้นทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไปเลยก็ได้ ซึ่งคงไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

สาเหตุที่ทำให้ ไฟเบรค ท้ายไม่ติด ส่วนใหญ่ก็มาจากหลอดไฟเบรคไส้ขาด, สายกราวด์ขาดใน, อายุการใช้งานของหลอดไฟ (ขึ้นอยู่กับการใช้งาน) และพฤติกรรมของผู้ใช้รถ เช่น เหยียบเบรค ค้างไว้นานๆ ฉะนั้น การที่จอดรถบนพื้นที่ระดับแนวเรียบควรเข้าเกียร์ว่างแล้วนำเท้าออกจากคัน เหยียบเบรค เพียงท่านี้ก็สามารถที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของหลอดไฟเบรคได้แล้วครับ

วิธีการตรวจเช็ค เราสามารถสังเกตได้ง่ายๆ โดยการหันท้ายรถเข้ากับกำแพง หรือสิ่งที่สามารถสะท้อนกลับที่เราสามารถมองเห็นได้ชัดเจน  เมื่อหันเข้ากับกำแพงหรือสิ่งที่สะท้อนกลับได้แล้ว ให้ เหยียบเบรค แล้วดูว่า ไฟเบรค ท้ายติดครบทุกดวงหรือไม่ ถ้าหลอด ไฟเบรค ท้าย ขาดข้างใดข้างหนึ่ง หรือขาดทั้งสองข้าง แน่นอนครับอย่าปล่อยทิ้งไว้ควรรีบเปลี่ยนให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของคุณและผู้ร่วมเดินทางนะครับ

=======================

 

ล้อแม็ก ยางรถยนต์ สปริงโหลด แต่งรถ ประดับยนต์