ยางรถยนต์โดน ตะปู ควรปะหรือเปลี่ยนดี

เมื่อขับรถเหยียบตะปูต้องบอกว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ที่ขับรถ เมื่อพบว่ายางรถยนต์ถูกตะปูเข้าไปฝังเล่นในยาง เหลือแต่หัวโผล่ออกมาที่ดอกยางรถแบบนี้เป็นใครก็ไม่สบายใจ เลยต้องนำยางไปให้ช่างตรวจสอบ  คำถามก็คือเมื่อ ตะปูฝังยางรถ ต้องเปลี่ยนเลยหรือมีวิธีปะได้ ไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนยางเส้นใหม่

อันดับแรกเลยช่างจะดูก่อนว่าตะปู หรือน็อตที่เข้าไปฝังในยางมีขนาดความยาวแค่ไหน ความยาวของตะปูแทงทะลุเข้าไปด้านในยางหรือไม่ ถ้าตะปูมีความยาวและแทงทะลุเข้าไปในยาง นั่นหมายความว่าหากดึงตะปูออกมาจะต้องมีลมรั่วซึมออกมาจากยางแน่นอน วิธีดูว่าตะปูแทงลุเข้าไปถึงเนื้อยางหรือไม่คือลองเทียบความยาวของตะปูกับร่องยางว่ามันจะลึกลงไปมากน้อยแค่ไหน หากดูแล้วน็อตหรือตะปูลึกเลยร่องยางลงไป จากนั้นคือขั้นตอนของการปะแล้วละครับ

สำหรับการปะยางที่เราพอจะคุ้นเคยกันก็จะมีอยู่ 2 แบบ ดังนี้นะครับ

1. การปะแบบแทงตัวหนอนหรือแทงไหม
ข้อดี – ถูก สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องถอดยาง
ข้อเสีย – อาจอยู่ไม่ทน ต้องหมั่นเช็คลมยางบ่อยๆ
การปะยางแบบแทงหนอน คือการปะแบบชั่วคราว ระยะยาวอาจรั่วใหม่ได้ ทางแก้ ก็คือ ถ้ารั่วอีก ก็แทงใหม่ ราคาไม่แพง

2. การปะแบบสตรีม มีทั้งแบบร้อนและแบบเย็น
– แบบเย็น คือ ถอดยางออกมมาปะกาว แล้วรีด
ข้อดี – ยางไม่เสียรูป รถยังขับได้เหมือนเดิมโดยไม่รู่สึกแตกต่าง
ข้อเสีย – รองรับน้ำหนักได้ไม่มาก

– แบบร้อน คือ สมัยก่อนจะจุดไฟที่ตัวสตรีม แล้วปะ แบบใหม่คือ ใช้เหมือนเตารีด รีดยางสตรีมกับยางเราอีกที
ข้อดี – มั่นใจได้ว่าจะไม่รั่ว ขนาดยางของรถบรรทุุกยังปะได้ มีความทนทานสูง
ข้อเสีย – หากเป็นสมัยก่อนที่ใช้วิธีจุดไฟที่ตัวสตรีม บางครั้งอาจทำให้ยางผิดรูปได้ (ถ้าเป็นวิธีใหม่ ไม่ค่อยมีปัญหาแล้ว)

#tipความรู้เรื่องรถ by KPS ACCESSORIES

……………………………………………………………………….

เทคนิคง่ายๆ ช่วยเพิ่มอายุการใช้งาน “ยางรถยนต์”

โดยทั่วไปแล้ว ยางรถยนต์ จะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 20,000 กิโลขึ้นไป แต่จะมากหรือน้อยกว่านี้ ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของรถแต่ละประเภท และการขับขี่ของแต่ละบุคคล แต่เราสามารถที่จะ เพิ่มอายุ การใช้งาน ของ ยางรถยนต์ ให้ได้มากขึ้น ด้วยเทคนิคง่ายๆ ดังนี้ครับ

    • ตรวจเช็คลมยาง อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง การเติมลมยางก็ควรเติมให้ได้ตามค่าแรงดันที่กำหนด เพราะถ้าหากเติมลมยางน้อยกว่าค่าที่กำหนด จะทำให้อายุการใช้งานของยางรถยนต์สั้นลง และทำให้มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม ในทางกลับกัน ถ้าเติมลมยางมากกว่าค่าแรงดันที่กำหนด อาจทำให้การเกาะพื้นผิวถนนได้ไม่ดีเท่าที่ควร
    • สลับ ยางรถยนต์ ควรสลับในทุกๆ 10,000 – 12,000 กม. หรือทุก 6 เดือน การสลับยางรถยนต์นั้นถือเป็นการยืดอายุการใช้งานให้กับยางรถยนต์ได้เช่นกัน เพราะจะทำให้มีการสึกของยางเท่ากัน และดีต่อการบังคับและควบคุมรถอีกด้วย
    • ตั้งศูนย์ คือการปรับหน้าล้อยางให้มีการสัมผัสกับพื้นผิวถนนและมีความสึกของหน้ายางเท่าๆกัน สร้างความสมดุลให้กับรถในระหว่างขับขี่ เช่นรถยังจะวิ่งตรง แม้ว่าเราจะปล่อยมือจากพวงมาลัย

  • ถ่วงล้อ คือการเพิ่มความสมดุลให้กับล้อในแต่ละล้อ ด้วยการเพิ่มน้ำหนักเข้าไปในทุกล้อ และเมื่อล้อมีความสมดุลแล้ว การสึกของดอกยางก็จะมีเท่าๆกัน แถมยังจะเป็นการเพิ่มสมรรถนะในการเกาะถนนให้กับ ยางรถยนต์ อีกด้วย
  • เช็คดอกยาง ดอกยางก็สามารถบอกถึงแรงดันของลมยางได้เช่นกัน เช่นถ้าดอกยางด้านนอกสึก นั่นก็แสดงว่าลมยางอ่อนเกินไปหรือยางอาจจะเกิดการรั่วซึม แต่ถ้าดอกยางตรงกลางสึก นั่นก็แสดงว่าลมยางมีมากเกินไป ในส่วนนี้อันตรายมาก เพราะยางอาจจะระเบิดได้ถ้าหากในกรณีที่มีการขับด้วยระยะเวลานาน
  • Run In ยางใหม่ ถ้าหากเปลี่ยนยางมาใหม่ ในช่วง 100 – 200 กม. แรก ไม่ควรใช้ความเร็วเกิน 100 กม. ต่อ ชม. เพราะในช่วง 100 – 200 กม. แรก นั้นโครงสร้างของหน้ายางและแก้มยางยังไม่เข้าที่ จึงต้องให้เวลาหน้ายางปรับสภาพให้เข้าที่และรับกับศูนย์ล้อก่อนเข้าสู่การใช้งานจริง

#tipความรู้เรื่องรถ by KPS ACCESORIES

……………………………………………………………………..

สปอยเลอร์-สเกิร์ต ติดไว้แค่เท่หรือมีประโยชน์อย่างไร

ในปัจจุบันนี้ สปอยเลอร์และสเกิร์ต แทบจะกลายเป็นอุปกรณ์ที่นิยมติดมาให้กับรถหลายๆค่าย จากโชว์รูมหรือจากศูนย์รถยนต์ กันเลยที่เดียวนะครับโดยเฉพาะท่านที่ออกรถป้ายแดงมาแทบจะไม่ต้องทำอะไรกับตัวรถเลย ก็สวยงามอร่ามฉ่างกันแล้ว แต่รถของท่านใดที่ไม่มี สปอยเลอร์และสเกิร์ตแต่อยากจะติดขึ้นมาจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งก็หาติดตั้งกันได้ไม่ยากแต่รู้กันมั๊ยครับ การติดสปอยเลอร์และสเกิร์ต นอกจากจะได้ความสวยงามแล้วมันจะมีประโยชน์อย่างไร

 

อันดับแรกต้องบอกก่อนว่าการติดตั้ง  สปอยเลอร์ เเละสเกิร์ต มีประโยชน์แน่นอนอยู่เเล้วต่อการขับขี่รถ ด้วยหลักการทำงานของอากาศพลศาสตร์ มันจะช่วยเพิ่มเเรงกด ควบคุมให้รถบังคับได้ดีขึ้น เช่นขณะที่รถขับมาด้วยความเร็วอากาศที่ปะทะเข้าหารถทำให้รถเกิดเสียการทรงตัว สปอยเลอร์ด้านหลังจะทำหน้าที่กดด้านท้ายไม่ให้รถเสียการทรงตัว เมื่อเข้าโค้งจะไม่เกิดอาการท้ายปัด เช่นเดียวกับ สเกิร์ตรอบคันมีไว้เพื่อช่วยให้ลมลอดใต้ท้องรถน้อยลง ยิ่งลมลอดใต้ท้องรถ รถก็ไม่เกิดเเรงยกทำให้รถเกาะถนนได้ดีขึ้นทั้งหมดนีคือประโยชน์ของ  สปอยเลอร์ เเละสเกิร์ต ที่ติดตั้งมากับตัวรถจากโรงงาน

เเล้ว สปอยเลอร์ เเละสเกิร์ต แบบไหนละที่ไม่มีประโยชน์แค่ติดไว้ทำเท่เฉยๆ  นั่นคือ รถที่นำสองสิ่งนั่นมาติดตั้งเองโดยไม่ได้ผ่านการทดสอบใดๆ มาก่อนในห้องทดสอบอุโมงค์ลมจากโรงงานผู้ผลิตรถที่ได้มาตรฐาน กลับกันการติดตั้งสปอยเลอร์ เเละสเกิร์ต ตามร้านเเต่งรถทั่วๆไป อาจจะส่งผลเสียต่อการควบคุมรถมากกว่าให้ประโยชน์ในการควบคุมด้วยซ้ำไป

สปอยเลอร์ เเละสเกิร์ต จะมีประสิทธิภาพต่อเมื่อรถแล่นด้วยความเร็วเกิน 100กม/ชม. ขึ้นไปเเล้วเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นการวิ่งบนทางตรงหรือทางโค้ง อากาศที่ปะทะตัวรถจะทำให้เกิดเเรงกดที่ตัวรถ หากขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน  100กม/ชม. สปอยเลอร์ เเละสเกิร์ต จะเป็นแค่อุปกรณ์เเต่งรถเท่านั้นไม่มีผลอย่างใดกับการขับขี่

ยังไงก็ลองพิจารณากันดูครับ แต่สิ่งสำคัญเลยก็คือการขับรถด้วยความไม่ประมาทนะครับ

………………………………………………………………………………………………

#tip ความรู้เรื่องรถ by KPS ACCESSRIES

 

 

 

ห้องเครื่องยนต์ จำเป็นต้องล้างหรือไม่

การล้าง ห้องเครื่องยนต์ ให้สะอาดเอี่ยมอ่องนั้น โดยการเอาน้ำไปอัดฉีดตรงๆไปที่ ห้องเครื่องยนต์  จริงๆแล้วเป็นสิ่งที่ผิด เพราะเนื่องจากจะส่งผลต่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ของรถยนต์ได้ง่าย และยังทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีด้วยซ้ำไป แล้วยิ่งเครื่องยนต์สมัยนี้มีการนำเอาระบบไฟฟ้า, ระบบจุดระเบิด และหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้ามามีส่วนสำคัญเกือบทั้งหมดในการทำงานและระบบเหล่านี้ค่อนข้างจะมีความ Sensitive ต่อความชื้นได้ง่าย

นอกจากนี้ถ้ายังใช้น้ำอัดฉีดเข้าไปที่ ห้องเครื่องยนต์ เพื่อหวังว่าให้ ห้องเครื่องยนต์ สะอาดเอี่ยม ไร้ฝุ่น ไร้คราบโคลนที่กระเด็นมาเกาะแล้วล่ะก็คุณคิดผิด เพราะเนื่องจากความแรงของน้ำที่อัดฉีดเข้าไปยัง ห้องเครื่องยนต์ นอกจากจะทำให้เกิดความชื้นแล้ว อาจส่งผลให้สายไฟ หรือปลั๊กต่างๆ ของเครื่องยนต์เปื่อย หลุด ขาด พังได้อย่างง่ายดาย

หากคุณอยากจะให้ ห้องเครื่องยนต์ ของคุณสะอาดเหมือนใหม่ ก็ควรที่จะเลือกร้านคาร์แคร์หรือศูนย์รถยนต์ที่ได้รับมาตรฐาน มีคุณภาพ มีความรู้และมีวิธีการทำความสะอาด ห้องเครื่องยนต์ ที่ถูกต้องและถูกวิธี เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นภายใน ห้องเครื่องยนต์ ของคุณ

แต่ถ้าคุณไม่อยากเข้าร้านคาร์แคร์ก็ สามารถใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดไปที่คราบสกปรก แทนที่จะเอาน้ำอัดฉีดไปที่ ห้องเครื่องยนต์ แทน  แต่ถ้าคราบสกปรกติดแน่นก็สามารถใช้แชมพูทำความสะอาดได้ หรือผลิตภัณฑ์หรือน้ำยาทำความสะอาดสำหรับส่วนของ ห้องเครื่องยนต์ โดยเฉพาะ จากนั้นก็ใช้แปรงค่อยๆ ถู และควร ระวังปลั๊กหรือสายไฟ ที่เราอาจจะไปโดนหรือไปเกี่ยว แล้วทำให้สายไฟหลุดหรือขาดได้ จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดออก แล้วใช้ลมเป่าให้แห้งเพื่อไล่ความชื้นออกให้หมด นะครับ

#tipความรู้เรื่องรถทุกวันศุกร์ by KPS ACCESSORIES

……………………………………………………………….

 

Car Seat สิ่งจำเป็นสำหรับเด็ก ที่ต้องมีในรถ

Car Seat หรือเรียกอีกอย่างว่า เบาะนิรภัย สำหรับเด็กนั่นเอง ซึ่งเชื่อได้เลยว่าผู้ใหญ่ต่างไม่ค่อยให้ความสำคัญ หรือมองข้ามไป ชอบคิดว่าไม่เห็นจะเป็นอะไร แต่รู้หรือไม่ว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วล่ะก็ ลูกของคุณอาจจะได้รับบาดเจ็บ หรือขั้นเสียชีวิตก็เป็นได้ ถ้าเรื่องนี้คุณไม่คิดจะป้องกันมันจะเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตแน่นอน

Car Seat เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมากสำหรับเด็กที่จะช่วยยึดรั้งสรีระเอาไว้ไม่ให้พุ่งไปข้างหน้าเวลาที่เกิดอุบัติเหตุการชน หรือมีการเบรกอย่างกะทันหัน จนกระแทกกับชิ้นส่วนต่างๆที่เป็นของแข็งภายในรถ บางรายอาจได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย เช่นเดียวกัน ผู้ใหญ่ก็ควรคาดเข็มขัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ไม่ใช่เพียงแค่ทำตามกฎหมายบังคับ เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาก็ไม่ต่างกับเด็กเล็กๆที่ไม่ได้นั่ง Car Seat ซึ่งนั้นก็หมายถึงการนำไปสู่การบาดเจ็บอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เหมือนกัน

การเลือก เบาะนิรภัย สำหรับเด็กถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับอายุ ขนาด และน้ำหนักตัวของเด็ก ซึ่งก็มีอยู่ 4 แบบ ดังนี้

แบบที่1 คือ Infant Carrier Seats ซึ่งเป็นเบาะสำหรับเด็กแรกเกิดจนไปถึงอายุ 6 เดือน มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ 9.09 กิโลกรัม หรือ 20 ปอนด์ และสูงประมาณ 26 นิ้ว

แบบที่ 2 คือ Rear-Facing Convertible Seats เบาะนิรภัยสำหรับเด็กที่มีอายุ 6 เดือนจนถึง 1 ปี มีน้ำหนักไม่เกิน 13.6 กิโลกรัม หรือ 30 ปอนด์

แบบที่ 3 เรียกว่า Forward Facing Seat หรือ Toddle Booster Seat เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป และมีน้ำหนักไม่เกิน 40 ปอนด์ หรือ 18.8 กิโลกรัม

แบบที่4 คือ Booster Seat หรือเบาะนั่งเสริม มีทั้งรูปแบบที่เป็นเบาะที่มีรองและพนักพิงหลัง ซึ่งเรียกว่า High Back Booster จะใช้กับเด็กที่มีอายุระหว่าง 4-11 ปี มีความสูง 150 เซนติเมตร

อย่างไรก็ตามควรเลือก Car Seat ให้เหมาะสมกับวัย รวมไปถึงการติดตั้งให้ถูกต้องด้วย

ล้อแม็ก ยางรถยนต์ สปริงโหลด แต่งรถ ประดับยนต์