เสียบปลั๊กพ่วง USB ไว้ในรถนานๆจะมีผลเสียอะไร

ทุกวันนี้ คงจะปฎิเสธกันไม่ได้ กับอุปกรณ์พ่วงพอร์ต USB ที่เชื่อว่าทุกท่านต้องมีติดไว้ในรถ  ซึ่งอุปกรณ์พวกนี้ต้องใช้กำลังไฟจากการเสียบเข้ากับช่องจุดบุหรีจึงจะสามารถใช้งานได้ ซึ่งมันก็มีขายมากมายตามท้องตลาด บางอันมีพอร์ต USB ให้ใช้ 2 หรือ 3 ช่อง กันเลยทีเดียวและ กำลังของกระเเสไฟที่ใช้ก็มีแตกต่างกันออกไปมีให้เลือกตามความต้องการของผู้ซื้อ เเละตัวพ่วง USB เหล่านี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากคนส่วนใหญ่มักนิยมใช้ชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ขณะขับรถ เพราะได้กำลังไฟที่มากกว่าการเสียบ USB จากพอร์ตที่มากับตัวรถ

นอกจากใช้เสียบชาร์จโทรศัพท์มือถือเเล้วยังมีอุปกรณ์อย่างอื่นที่เรามักใช้ตัวพ่วง USB กับช่องจุดบุหรี่อีกเช่น กล้องติดรถยนต์, ตัวรับสัญญาณ Bluetooth เป็นต้น  ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ล้วนเเล้วแต่ใช้กำลังไฟจากรถทั้งสิ้น การเสียบอุปกรณ์เหล่านี้ทิ้งไว้เป็นเวลานานทั้งในขณะที่เครื่องยนต์ทำงานเเละดับเครื่อง หรือเสียบไว้ไว้ตลอดเวลานั้นแหละครับ เเล้วแบบนี้มันจะเกิดผลเสียหรือผลกระทบอะไรบ้างกับรถของคุณๆละ

-รถยนต์บางรุ่นถึงจะดับเครื่องยนต์เเล้ว แต่ยังมีกระเเสไฟภายในที่ยังคงจ่ายอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าหากไม่ถอดตัวพ่วง USB ออกขณะจอด ดับเครื่องยนต์อุปกรณ์เหล่านี้ยังมีกำลังไฟฟ้าทำงานตลอดเวลา ทำให้แบตเตอรี่รถหมดเร็วกว่าปกติ

-หากมีอุปกรณ์ไฟฟ้าต่อคาตัวพ่วง USB มากๆ ขณะจอดรถกลางแดดทิ้งไว้นานๆ อุปกรณ์เหล่านี้อาจเกิดการเสียหายจากอากาศในรถที่ร้อนจัด เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ กำลังไฟจะจ่ายไฟเข้าอุปกรณ์เหล่านั้น ซึ่งแน่นอนมันก็อาจจะทำให้อุปกรณ์เหล่านั้นเสียหายได้

-รถยนต์บางคันที่แบตเตอรี่เริ่มมีปัญหาหรือเสื่อมสภาพ หากเสียบอุปกรณ์เหล่านี้ในพอร์ต USB มากเกินไปอาจทำให้กระเเสไฟไม่พอสตาร์ทเครื่องยนต์เนื่องจากกระแสไฟจะแบ่งพลังงานไปยังอุปกรณ์นั้นๆ

หากเป็นไปได้ก็ไม่ควรเสียบตัวพ่วง USB คาไว้ที่ช่องจุดบุหรี่ในรถตลอดเวลา อย่างน้อยก็ควรหมั่นถอดออกทุกครั้งเมื่อดับเครื่องยนต์หรือไม่มีความจำเป็นในการใช้งานเพื่อป้องกันความเสียหายและความเสี่ยงต่างๆทีกล่าวมาข้างต้น เเละควรที่จะเลือกซื้อตัวพ่วง USB ที่มีฟิวส์ตัดไฟในตัวเพื่อความปลอดภัยในกรณีที่อาจเกิดกระเเสไฟลัดวงจร

#tip ความรู้เรื่องรถ ทุกวันศุกร์ by KPS ACCESSORIES

ยางรถ ไซหลุน sva1

ยางรถ ไซหลุน sh406ยางรถ Atrezzo Sailun

5 เทคนิค การเลือกซื้อใส้กรองอากาศรถยนต์

ไส้กรองอากาศ รถยนต์ อุปกรณ์ที่คอยกรอง ดักจับ สิ่งสกปรก ฝุ่นละออง ต่างๆนาๆ ไม่ให้เข้าไปรบกวนการทำงานหรือส่งผลเสียกับ เครื่องยนต์ ซึ่ง การเลือก ไส้กรองมาใส่ให้กับรถของเรานั้น สามารถเลือกได้ด้วยตัวเอง เรามีเทคนิคง่ายๆ 5 ข้อ มาบอกต่อกันคับ

1.ไส้กรองที่ดี อากาศต้องไหลผ่านได้สะดวก ไม่ตันได้ง่ายๆ การขับขี่ไหลลื่น อัตราการเร่งของเครื่องยนต์ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ไม่ปล่อยมลพิษในอากาศเช่นควันดำ และต้องมีอัตราการกินน้ำมันแบบไม่เปลือง

2.วัสดุดีมีความแข็งแรง คงทน ดูแล้วไม่พังแตกหรือหักง่ายๆ

3.ควรเลือกอย่างไส้กรองแบบผ้า,ใยสังเคราะห์ หรือสแตนเลส เนื่องจากไส้กรองประเภทนี้ จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าแบบกระดาษ ซึ่งบางทีอาจจะใช้ได้ถึง 100,000 ก.ม. เลยทีเดียว ส่วนไส้กรองที่ใช้วัสดุเป็นกระดาษจะมีระยะการใช้งานที่สั้นเพียงแค่ไม่เกิน 20,000 ก.ม. เท่านั้น

4.เลือกแบบที่ดักจับ กรองฝุ่น หรือสิ่งสกปรกได้ดี ไส้กรองที่ดีควรมีคุณสมบัติแบบที่กล่าวมานี้ เพราะถ้ามีฝุ่นละอองหลุดลอดเข้าไปได้ แน่นอนว่าอาจส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์ เพราะถ้ามีฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกหมักหมมอยู่ที่ตัวเครื่องมากๆ นานๆเข้า แบบนี้เครื่องยนต์พังเร็วแน่นอน

5.ถอดทำความสะอาดได้ง่าย ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก เพราะถ้าถอดมาล้างได้บ่อยๆ ก็สามารถยืดอายุการใช้งานให้ได้ยาวนานขึ้นอีก

ยางรถ Atrezzo Sailun

6 กลิ่นผิดปกติ ภายในรถ

ใครเคยเจอบ้างครับ เมื่อขับรถของคุณแล้วอยู่ๆก็ได้  กลิ่นผิดปกติในรถ ยกตัวอย่างเช่น  กลิ่นเหม็นไหม้, กลิ่นน้ำมัน เป็นต้น  สิ่งแรกเลยที่ควรทำ คือหยุดรถแล้วเช็คดูให้แน่ใจว่า มีอุปกรณ์ตรงส่วนไหนของรถชำรุดหรือได้รับความเสียหายหรือไม่  แต่นอกจาก กลิ่นเหม็นไหม้ และ กลิ่นน้ำมัน แล้ว ยังมีกลิ่นอื่นๆอีกที่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอันตรายและนั้นแสดงว่ารถของคุณกำลังมีปัญหาเข้าแล้ว ส่วนลักษณะของกลิ่นเหล่านั้นเกิดจากอะไรและจะเป็นอย่างไรนั้น ไปดูกันครับ

-กลิ่นเหม็นไหม้ – กลิ่นพื้นฐานที่น่าจะมีการพบเจอได้บ่อยๆ กลิ่นเหม็นไหม้ เป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่า สายพาน ท่อยาง หรือล้อยางรถ อาจมีปัญหาหรือถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว

-กลิ่นน้ำมัน – ถ้าได้กลิ่นนี้ ให้สันนิษฐานได้เลยว่า อาจมีน้ำมันรั่วซึม จากอุปกรณ์ เช่น หัวฉีด สายน้ำมัน รวมไปถึงถังน้ำมัน

-กลิ่มพรมไหม้ – ลักษณะเหมือนการเผาผ้า กลิ่นนี้ บ่งบอกว่า ผ้าเบรค รวมไปถึง ระบบเบรคกำลังมีปัญหา

-กลิ่นเหม็นไหม้ของน้ำมัน – สันนิษฐานได้ว่า เครื่องยนต์ทำงานหนักมากเกินไป เกจ์วัดความร้อนชำรุด หรือน้ำมันเครื่องรั่วออกจากระบบท่อไอเสีย

-กลิ่นไข่เน่า – ลักษณะเหมือนกลิ่นแก๊ส กลิ่นลักษณะนี้บ่งบอกถึง ระบบระบบฟอกไอเสีย (Catalytic converter) ในรถของท่าน ทำงานหนักมากไป หรือมีการรั่วซึมเกิดขึ้น

-กลิ่นหอมหวานเหมือนน้ำเชื่อม – กลิ่นลักษณะนี้บอกถึง ระบบหล่อเย็นมีปัญหา อาจเกิดการรั่วซึมในส่วนของ ถังพักน้ำมันหล่อเย็น

เมื่อเรารู้แบบนี้แล้วหากเกิดกลิ่นที่กล่าวไว้ข้างต้น ก็อย่าชล่าใจควรนำรถเข้าตรวจเช็ค เพื่อความปลอดภัยนะครับ

#tipความรู้เรื่องรถ ทุกวันศุกร์ by KPS ACESSORIES

…………………………………………………………………….

ก่อนดับเครื่องยนต์ ต้องปิดแอร์ก่อนหรือไม่

เชื่อว่าหลายคนอาจจะสงสัยกันอยู่นะครับ เรื่องแอร์รถยนต์ ที่จริงแล้ว เราควร ปิดแอร์ ก่อน หรือปิดแอร์ หลังจากดับเครื่องยนต์ แล้วแบบไหนถึงจะถูกต้องละ เรามีคำตอบให้ครับ

การที่เราจะ ปิดแอร์ ก่อน หรือ หลังดับเครื่องยนต์ นั้นจริงๆแล้วไม่มีแบบไหนผิดหรือถูก แต่ถ้าจะให้ดีหรือช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานๆนั้น  สำหรับรถยนต์รุ่นเก่าที่ใช้ระบบแอร์ธรรมดา แนะนำให้ ปิดแอร์ก่อนดับเครื่องยนต์ ทุกครั้ง และ ตอนสตาร์ทเครื่องยนต์ ก็ไม่ควรให้สตาร์เตอร์ออกแรงขับคอมเพรสเซอร์พร้อมกัน หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ไม่ควรสตาร์ทรถพร้อมเปิดแอร์ พร้อมๆกันนั้นเอง

ส่วนรถยนต์รุ่นใหม่ๆที่ใช้ระบบแอร์อัตโนมัติ จะเปิดทิ้งไว้หรือปิดก็ได้ เพราะรถยนต์รุ่นใหม่มีระบบแอร์อัตโนมัติควบคุมให้คอมเพรสเซอร์ทำงานเมื่อเครื่องยนต์หมุนเร็วพอ ถึงจะมีการเปิดสวิตซ์แอร์ไว้หรือไม่ก็ตาม ตอนติดเครื่องยนต์คอมเพรสเซอร์ก็จะไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นการที่เปิดสวิตซ์แอร์ทิ้งไว้ก็ไม่ได้เกิดผลเสียอะไร

แต่ในขณะที่กำลังขับรถอยู่โดยที่ยังไม่ได้เปิดแอร์  จู่ๆ อยากจะเปิดแอร์ขึ้นมา ก็ไม่ควรเปิดตอนที่เครื่องยนต์หมุนด้วยความเร็วสูง เนื่องจากน้ำมันหล่อลื่นจะไหลลงด้านล่างไปหมดแล้วแนะนำให้จอดรถหรือชลออัตราความเร็วของเครื่องยนต์ และควรให้คอมเพรสเซอร์เริ่มทำงานก่อน ที่ความเร็วรอบต่ำประมาณ 10-15 วินาที

#tipความรู้เรื่องรถทุกวันศุกร์  by KPS ACCESSORIES

=================================

อาการ เบรค FADE คืออะไร

อาการ เบรค Fade เชื่อว่าหลายๆคนที่ใช้รถเป็นประจำ อาจจะยังไม่รู้จักกับอาการนี้นะครับ   แล้วมันเป็นยังไงละกับอาการแบบนี้ เรามีคำตอบให้ครับ

อาการ เบรค Fade มันก็คืออาการที่เราเรียกว่า เบรคหาย นั่นเองละครับ ส่วนอาการนั้นก็อาจเกิดจาก เบรค ทำงานหนัก หรือมีการเหยียบ เบรค อย่างรุนแรงมากเกินไปจนทำให้ จานเบรค รวมไปถึงผ้าเบรคร้อน เป็นสาเหตุให้เกิดก๊าซขึ้น ซึ่งก๊าซที่ว่านั้นมันก็จะเข้าไปแทรกระหว่างตัวจานกับผ้าเบรค ทำให้การสัมผัสของจารกับผ้าเบรคไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนใหญ่แล้วอาการนี้จะเกิดขึ้นได้ง่ายหากเพิ่งผ่านการเปลี่ยนผ้าเบรคมาใหม่ๆ เพราะผ้าเบรคใหม่จะเกิดก๊าซได้ง่าย และเกิดความร้อนสูงสะสมในระบบเบรคนั้นเอง

วิธีแก้ก็คือ ต้องทำให้ความร้อนที่สะสมนั้นเย็นลง หรืออาจจะต้องเปลี่ยนจานเบรค ที่ออกแบบมาเพื่อการระบายความร้อนได้ดี และเร็ว หรือการใช้ผ้าเบรคที่ผสมแร่ใยหินแบบพิเศษ ที่มีคุณสมบัติลดก๊าซซึ่งวิธีแก้เหล่านี้ ก็สามารถที่จะช่วยได้เช่นกัน

ล้อแม็ก ยางรถยนต์ สปริงโหลด แต่งรถ ประดับยนต์