จำเป็นหรือไม่เมื่อสลับยางแล้วต้องตั้งศูนย์ถ่วงล้อ

คงจะเป็นคำถามที่ใครหลายๆคนคงจะ หาคำตอบกันอยู่นะครับ ว่าหลังจากการที่เรา สลับยางรถยนต์ ทุกครั้งเราควรที่จะ ตั้งศูนย์ ถ่วงล้อ หรือไม่ แล้วถ้าต้อง ถ่วงล้อ ต้องถ่วงทั้ง 4 ล้อเลยหรือป่าว

ก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่านะครับ เมื่อเรา เปลี่ยนยาง มาแล้ว หลังจากที่วิ่งไปครบ 10,000 กม. แล้วเราต้องนำรถไป สลับยาง เพื่อที่จะให้ล้อทั้งคู่หน้า และ หลัง มีหน้ายางที่สึกเท่าๆกัน ให้มีการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของยางได้อีกด้วย

แล้วถ้าเราใช้งานครบตามระยะทางที่กำหนดแล้ว แต่ไม่ สลับยาง  นั่นก็อาจจะทำให้การสึกของหน้ายางในแต่ละล้อมีไม่เท่ากัน อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพใน การยึดเกาะถนน นั้นลดลง

แต่คำถามที่หลายๆคนคงยังสงสัยอยู่ก็คือ จำเป็นหรือไม่ที่เราต้อง ตั้งศูนย์ ถ่วงล้อ หลังการ สลับยาง คำตอบก็คือ เราต้อง ถ่วงล้อ ครับ เพราะว่าด้วยการสึกของล้อที่มีไม่เท่ากันของยางทั้งคู่หน้าและหลัง ทำให้เสถียรภาพของรถขาดความสมดุล เราจึงจำเป็นต้อง ถ่วงล้อ ถ้าเป็นไปได้มีงบประมาณควรถ่วงทั้ง 4 ล้อจะดีที่สุด  ส่วนการ ตั้งศูนย์ นั้น จะทำก็ต่อเมื่อ รถผ่านการซ่อมช่วงล่าง หรือมีการเปลี่ยนยางใหม่แบบยกชุดมา และรู้สึกว่ารถวิ่งไม่ตรง เวลาเราปล่อยพวงมาลัยเท่านั้น ครับ

#tip ความรู้เรื่องรถ by KPS ACCESSORIES

……………………………………………………………

เคลือบน้ำยา ล้อรถ มีประโยชน์จริงนะ

หากเรา รถยนต์ ไปล้าง ที่ศูนย์บริการล้างรถ หรือร้านล้างรถทั่วไปก็ดี เรามักจะเห็นว่า ล้อรถ ของเรา มีการเคลือบน้ำยาที่ ล้อรถ ไว้ หลังจากที่ล้างรถเสร็จ ซึ่งรู้หรือไม่ว่า การ เคลือบล้อรถไม่ใช่เคลือบเพียงแค่สวยงาม หรือให้ดูดีสะอาดตาเท่านั้น แต่การเคลือบน้ำยาที่ ล้อรถ นั่นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิดนะครับ

การเคลือบน้ำยาที่ ล้อรถ นั้น โดยทั่วไปก็จะทาทั่วบริเวณแก้มยาง เมื่อล้างรถเสร็จทุกครั้ง เพราะเนื่องจากน้ำยาเคลือบจะช่วยในการรักษาสภาพของ ล้อรถ และจะช่วยให้ยืดอายุแก้มยางไม่ให้เสื่อมสภาพเร็ว

คุณสมบัติของน้ำยา เคลือบล้อรถ ที่ดีนั้น จะช่วยป้องกัน UV จากแสงแดด ไม่ให้กัดกร่อนยางของรถ หากเป็นน้ำยาที่ดีจะติดทนนาน ไม่ทิ้งรอยคราบด่างๆ และน้ำก็ยังไม่เกาะอีกด้วย

#tipความรู้เรื่องรถ by KPS ACCESSORIES

……………………………………………………………………….

 

เปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่ จำเป็นต้อง Run In ก่อนหรือไม่

สำหรับเรื่องที่ว่า หลังจากเปลี่ยน ยางรถยนต์ มาใหม่แล้ว จะต้องมีการวิ่ง Run In ในช่วง 100 – 200 กม. แรกก่อน จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำจริงหรือไม่

สำหรับการ Run In ยางรถยนต์ นั้น ก็เปรียบเสมือนการ ปรับสภาพ ของหน้ายาง แก้มยาง และโครงสร้าง ของยาง ให้เข้าที่ก่อนเข้าสู่การใช้งานจริงนั่นเอง ถ้าจะให้เปรียบก็คงจะเหมือนรถยนต์ที่ซื้อมาใหม่ ก็ย่อมต้องมีการปรับสภาพเครื่องยนต์เช่นเดียวกัน ซึ่งวิธีการ Run In ของ ยางรถยนต์ นั้น ก็ ควรใช้ความเร็วในการขับขี่ไม่เกิน 100 กม./ชม. เพื่อเป็นการให้หน้ายาง ปรับสภาพ ให้คุ้นชินกับพื้นผิวของถนนและ โครงสร้าง ของล้อ เพราะด้วยโครงสร้างของล้อรถในแต่ละคันนั้นจะมีมุมล้อซึ่งก็จะประกอบไปด้วย มุมโท (toe) 
มุมแคมเบอร์ (camber) หรือ มุมคาสเตอร์ (caster) ที่ไม่เท่ากันนั้นเอง

และนอกเหนือจากการจำกัดความเร็วในการวิ่งในช่วงแรกๆแล้ว เรื่องของลมยางก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน หลังการเปลี่ยน ยางรถยนต์ ใหม่มาแล้ว ก็ ควรขยันเช็คในเรื่องของลมยางอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง เพราะโครงสร้างของยางอาจจะมีการขยายตัวออกไปได้อีกเล็กน้อย ซึ่งก็เป็นผลมาจากการปรับสภาพของตัวยางหลังเกิดการใช้งานจริง และในส่วนนี้อาจจะทำให้ความดันของลมยางต่ำลงไปได้อีกด้วย

สรุปคือ การ Run In ยางก่อนใช้จริงนั้น หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็น แต่อีกหลายๆคนก็อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นอะไรมากมาย ที่จะต้องทำ อันนี้ก็เป็นความคิดของแต่ละบุคคล แต่ถ้าไม่ลำบาก ลองทำไปก็ไม่ได้เสียหายอะไร ว่ามั๊ยครับ

#tip ความรู้เรื่องรถ by KPS ACCESSORIES

……………………………………………………………………….

ยางรถยนต์โดน ตะปู ควรปะหรือเปลี่ยนดี

เมื่อขับรถเหยียบตะปูต้องบอกว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ที่ขับรถ เมื่อพบว่ายางรถยนต์ถูกตะปูเข้าไปฝังเล่นในยาง เหลือแต่หัวโผล่ออกมาที่ดอกยางรถแบบนี้เป็นใครก็ไม่สบายใจ เลยต้องนำยางไปให้ช่างตรวจสอบ  คำถามก็คือเมื่อ ตะปูฝังยางรถ ต้องเปลี่ยนเลยหรือมีวิธีปะได้ ไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนยางเส้นใหม่

อันดับแรกเลยช่างจะดูก่อนว่าตะปู หรือน็อตที่เข้าไปฝังในยางมีขนาดความยาวแค่ไหน ความยาวของตะปูแทงทะลุเข้าไปด้านในยางหรือไม่ ถ้าตะปูมีความยาวและแทงทะลุเข้าไปในยาง นั่นหมายความว่าหากดึงตะปูออกมาจะต้องมีลมรั่วซึมออกมาจากยางแน่นอน วิธีดูว่าตะปูแทงลุเข้าไปถึงเนื้อยางหรือไม่คือลองเทียบความยาวของตะปูกับร่องยางว่ามันจะลึกลงไปมากน้อยแค่ไหน หากดูแล้วน็อตหรือตะปูลึกเลยร่องยางลงไป จากนั้นคือขั้นตอนของการปะแล้วละครับ

สำหรับการปะยางที่เราพอจะคุ้นเคยกันก็จะมีอยู่ 2 แบบ ดังนี้นะครับ

1. การปะแบบแทงตัวหนอนหรือแทงไหม
ข้อดี – ถูก สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องถอดยาง
ข้อเสีย – อาจอยู่ไม่ทน ต้องหมั่นเช็คลมยางบ่อยๆ
การปะยางแบบแทงหนอน คือการปะแบบชั่วคราว ระยะยาวอาจรั่วใหม่ได้ ทางแก้ ก็คือ ถ้ารั่วอีก ก็แทงใหม่ ราคาไม่แพง

2. การปะแบบสตรีม มีทั้งแบบร้อนและแบบเย็น
– แบบเย็น คือ ถอดยางออกมมาปะกาว แล้วรีด
ข้อดี – ยางไม่เสียรูป รถยังขับได้เหมือนเดิมโดยไม่รู่สึกแตกต่าง
ข้อเสีย – รองรับน้ำหนักได้ไม่มาก

– แบบร้อน คือ สมัยก่อนจะจุดไฟที่ตัวสตรีม แล้วปะ แบบใหม่คือ ใช้เหมือนเตารีด รีดยางสตรีมกับยางเราอีกที
ข้อดี – มั่นใจได้ว่าจะไม่รั่ว ขนาดยางของรถบรรทุุกยังปะได้ มีความทนทานสูง
ข้อเสีย – หากเป็นสมัยก่อนที่ใช้วิธีจุดไฟที่ตัวสตรีม บางครั้งอาจทำให้ยางผิดรูปได้ (ถ้าเป็นวิธีใหม่ ไม่ค่อยมีปัญหาแล้ว)

#tipความรู้เรื่องรถ by KPS ACCESSORIES

……………………………………………………………………….

เทคนิคง่ายๆ ช่วยเพิ่มอายุการใช้งาน “ยางรถยนต์”

โดยทั่วไปแล้ว ยางรถยนต์ จะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 20,000 กิโลขึ้นไป แต่จะมากหรือน้อยกว่านี้ ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของรถแต่ละประเภท และการขับขี่ของแต่ละบุคคล แต่เราสามารถที่จะ เพิ่มอายุ การใช้งาน ของ ยางรถยนต์ ให้ได้มากขึ้น ด้วยเทคนิคง่ายๆ ดังนี้ครับ

    • ตรวจเช็คลมยาง อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง การเติมลมยางก็ควรเติมให้ได้ตามค่าแรงดันที่กำหนด เพราะถ้าหากเติมลมยางน้อยกว่าค่าที่กำหนด จะทำให้อายุการใช้งานของยางรถยนต์สั้นลง และทำให้มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม ในทางกลับกัน ถ้าเติมลมยางมากกว่าค่าแรงดันที่กำหนด อาจทำให้การเกาะพื้นผิวถนนได้ไม่ดีเท่าที่ควร
    • สลับ ยางรถยนต์ ควรสลับในทุกๆ 10,000 – 12,000 กม. หรือทุก 6 เดือน การสลับยางรถยนต์นั้นถือเป็นการยืดอายุการใช้งานให้กับยางรถยนต์ได้เช่นกัน เพราะจะทำให้มีการสึกของยางเท่ากัน และดีต่อการบังคับและควบคุมรถอีกด้วย
    • ตั้งศูนย์ คือการปรับหน้าล้อยางให้มีการสัมผัสกับพื้นผิวถนนและมีความสึกของหน้ายางเท่าๆกัน สร้างความสมดุลให้กับรถในระหว่างขับขี่ เช่นรถยังจะวิ่งตรง แม้ว่าเราจะปล่อยมือจากพวงมาลัย

  • ถ่วงล้อ คือการเพิ่มความสมดุลให้กับล้อในแต่ละล้อ ด้วยการเพิ่มน้ำหนักเข้าไปในทุกล้อ และเมื่อล้อมีความสมดุลแล้ว การสึกของดอกยางก็จะมีเท่าๆกัน แถมยังจะเป็นการเพิ่มสมรรถนะในการเกาะถนนให้กับ ยางรถยนต์ อีกด้วย
  • เช็คดอกยาง ดอกยางก็สามารถบอกถึงแรงดันของลมยางได้เช่นกัน เช่นถ้าดอกยางด้านนอกสึก นั่นก็แสดงว่าลมยางอ่อนเกินไปหรือยางอาจจะเกิดการรั่วซึม แต่ถ้าดอกยางตรงกลางสึก นั่นก็แสดงว่าลมยางมีมากเกินไป ในส่วนนี้อันตรายมาก เพราะยางอาจจะระเบิดได้ถ้าหากในกรณีที่มีการขับด้วยระยะเวลานาน
  • Run In ยางใหม่ ถ้าหากเปลี่ยนยางมาใหม่ ในช่วง 100 – 200 กม. แรก ไม่ควรใช้ความเร็วเกิน 100 กม. ต่อ ชม. เพราะในช่วง 100 – 200 กม. แรก นั้นโครงสร้างของหน้ายางและแก้มยางยังไม่เข้าที่ จึงต้องให้เวลาหน้ายางปรับสภาพให้เข้าที่และรับกับศูนย์ล้อก่อนเข้าสู่การใช้งานจริง

#tipความรู้เรื่องรถ by KPS ACCESORIES

……………………………………………………………………..

ล้อแม็ก ยางรถยนต์ สปริงโหลด แต่งรถ ประดับยนต์